การคุมกำเนิดสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท
ได้แก่ 1. การคุมกำเนิดแบบถาวร คือการทำหมันชายและหญิง และ 2. การคุมกำเนิดแบบชั่วคราว ได้แก่ การใช้ฮอร์โมน ห่วงคุมกำเนิด ถุงยางอนามัย และการนับวันปลอดภัย
1.การคุมกำเนิดถาวร
การคุมกำเนิดแบบถาวร เหมาะสำหรับผู้ที่มีจำนวนบุตรเพียงพอต่อความต้องการแล้ว ข้อดีของวิธีนี้คือ เป็นการคุมกำเนิดแบบถาวร ทำครั้งเดียวและสามารถป้องกันการตั้งครรภ์ได้ 99% การผ่าตัดสามารถเสร็จลุล่วงได้ภายใน 1 วันเท่านั้น และสามารถกลับไปใช้ชีวิตปกติภายในไม่กี่วันหลังจากการออกจากออกจากโรงพยาบาล โดยไม่มีผลกระทบต่อความต้องการทางเพศ การมีประจำเดือนหรือการให้นมบุตร
1.1 การทำหมันหญิง
เป็นการตัดและผูกท่อนำไข่ของเพศหญิงทั้งสองข้าง ทำให้สเปิร์มไม่สามารถผสมกับไข่บริเวณท่อนำไข่ได้ หลังจากการผ่าตัดจะมีผลการคุมกำเนิดในทันที อัตราการล้มเหลวของการคุมกำเนิดมีน้อยเพียง 0.5 % เท่านั้น
1.2 การทำหมันชาย
การทำหมันชาย หรือเรียกว่า vasectomy เป็นการตัดและผูกท่อนำอสุจิในเพศชาย กลไกการเช่นเดียวกับการทำหมันเพศหญิง คือทำให้สเปิร์มไม่สามารถออกไปในท่ออสุจิได้ แต่ต้องมีการนัดกับแพทย์เพื่อตรวจสอบปริมาณเชื้อที่หลงเหลือเป็นเวลา 12 สัปดาห์เพื่อให้มั่นใจว่าปลอดสเปิร์มในน้ำอสุจิก่อนมีเพศสัมพันธ์
2.การทำหมั่นชั่วคราว
2.1 การใส่ห่วงคุมกำเนิด
การใส่ห่วงคุมกำเนิด หรือ IUD ห่วงคุมกำเนิดมีลักษณะเหมือนรูปตัว T โดยแพทย์จะสอดเข้าไปในมดลูกและห้อยเชือกที่ติดกับห่วงคุมกำเนิดไว้ด้านนอกปากมดลูก (รูปที่ 2) ห่วงคุมกำเนิดชนิดที่มีฮอร์โมนจะค่อยๆปลดปล่อยตัวยาเพื่อป้องกันการตั้งครรภ์ ประสิทธิภาพของการคุมกำเนิดด้วยวิธีนี้ค่อนข้างสูง ประมาณ 99% และสามารถมีระยะเวลาในการคุมกำเนิดได้นานถึง 3-10 ปีขึ้นกับประเภทของห่วง ข้อเสียของห่วงคุมกำเนิดคือต้องคอยตรวจเชือกที่ติดกับห่วงอยู่เสมอเพื่อป้องกันการเคลื่อนตำแหน่งของห่วงคุมกำเนิดในมดลูก
2.1 การคุมกำเนิดแบบใช้ฮอร์โมน
2.2.1 การฝังยาคุมกำเนิด ยาคุมกำเนิดแบบฝังมีลักษณะเป็นแท่งขนาดเล็ก สอดเข้าไปใต้ผิวหนังบริเวณท้องแขน (รูปที่ 3) ยาคุมแบบฝังจะมีฮอร์โมนเรียกว่า progestin ที่ค่อยๆปลดปล่อยออกมาในกระแสเลือด การคุมกำเนิดแบบฝังมีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดสูง อัตราการล้มเหลวต่ำเพียง 0.1 % เท่านั้น และมีระยะเวลาออกทธิ์นานถึง 3-5 ปี ขึ้นกับชนิดของยา อาการข้างเคียงที่พบ ได้แก่ เลือดออกกระปริบกระปรอยและน้ำหนักขึ้น
2.2.2 การฉีดยาคุม วิธีการนี้มีประสิทธิภาพสูงในการคุมกำเนิด อัตราการล้มเหลวเพียง 4% สามารถฉีดได้ทันทีหลังการคลอดบุตรโดยไม่รบกวนการให้นมบุตร ปกติจะมีการฉีดยาโดยแพทย์ในทุกๆ 3 เดือน ข้อดีคือราคาถูกและเหมาะกับการคุมกำเนิดในระยะยาว อาการข้างเคียงที่พบ ได้แก่ เลือดออกกระปริบกระปรอย ขาดประจำเดือนและน้ำหนักขึ้น
2.2.3 ยาคุมกำเนิดแบบเม็ด แบ่งย่อยได้เป็น 3 ประเภท 1. ยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน จะมีประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อรับประทานทันที หรือภายใน 72 ชม.หลังจากการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกัน ไม่ควรรับประทานเกิน 2 ครั้งใน 1 เดือน อาการข้างเคียงได้แก่ ประจำเดือนคลาดเคลื่อน เลือดออกกระปริบกระปรอย คลื่นไส้ อาเจียน 2. ยาคุมกำเนิดแบบฮอร์โมนรวม วิธีนี้สามารถพบได้บ่อยที่สุด โดยจะมีการรวมฮอร์โมนสองชนิด คือ estrogen และ progesterone เข้าด้วยกันในเม็ดเดียว เพื่อเลียนแบบฮอร์โมนในร่างกาย ข้อเสียของวิธีนี้คือต้องรับประทานทุกวันจึงทำให้เสี่ยงต่อการลืมรับประทานยาได้ ไม่เหมาะกับสตรีให้นมบุตร เนื่องจากจะทำให้ไม่มีน้ำนม และควรหลีกเลี่ยงในสตรีที่อายุเกิน 35 ปีที่สูบบุหรี่ หรือมีประวัติลิ่มเลือดอุดตัน หรือมะเร็งเต้านม โดยปกติแล้วจะมีอัตราการล้มเหลวของการคุมกำเนิดราว 7% 3. ฮอร์โมนเดี่ยว จะมีเพียงฮอร์โมนชนิด progesterone หรือ progestin เท่านั้น เหมาะกับสตรีให้นมบุตร แต่สามารถเกิดเลือดออกกระปริบกระปรอยได้บ่อย
2.2.4 แผ่นแปะคุมกำเนิด แผ่นแปะคุมกำเนิดใช้แปะที่ผิวหนังบริเวณหน้าท้อง สะโพก หลังหรือแขน แต่ไม่ควรแปะบริเวณหน้าอก (รูปที่ 4) แผ่นแปะจะค่อยๆปลดปล่อย estrogen และ progesterone ออกมาในร่างกาย สามารถแปะหนึ่งแผ่นต่อสัปดาห์เป็นเวลา 3 สัปดาห์หลังจากนั้นไม่ต้องแปะในสัปดาห์ที่ 4 ซึ่งจะทำให้มีประจำเดือนในสัปดาห์ที่ไม่มีฮอร์โมนนั้น อัตราการล้มเหลวของการคุมกำเนิดมีเพียง 7% อาการข้างเคียงได้แก่ ระคายเคืองที่ผิวหนัง คัน และคัดตึงเต้านม
3.ถุงยางอนามัย
3.1 ถุงยางอนามัยเพศชาย
ถุงยางอนามัยเพศชาย สามารถคุมกำเนิดโดยป้องกันสเปิร์มไม่ให้เข้าสู่มดลูกเพื่อมาปฏิสนธิกับไข่ และสามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้อีกด้วย (รูปที่ 5) รูปแบบที่พบได้บ่อยคือชนิดยางพาราและสามารถใช้ได้ครั้งเดียว หากใช้ถุงยางอนามัยไม่ถูกวิธีหรือคุณภาพต่ำจะทำให้มีอัตราการคลาดเคลื่อนในการคุมกำเนิดถึง 13% ถุงยางอนามัยที่ทำจากยางพาราสามารถเข้ากันได้ดีกับสารหล่อลื่นชนิดน้ำ หรือ KY เจล ไม่ควรใช้ร่วมกับสารหล่อลื่นชนิดน้ำมัน เช่น เบบี้ออย โลชั่น หรือ วาสลีน เพราะจะทำให้ถุงยางขาดรั่วได้
3.1 ถุงยางอนามัยเพศหญิง
ถุงยางอนามัยเพศหญิง กลไกเดียวกับถุงยางอนามัยเพศชาย คือป้องกันสเปิร์มเข้าสู่ร่างกายของเพศหญิง (รูปที่ 5) ถุงยางอนามัยจะสอดเข้าไปในช่องคลอดเพศหญิง สามารถสอด 8 ชม. ก่อนการมีเพศสัมพันธ์ อัตราการล้มเหลวในการคุมกำเนิดสูงถึง 21 % แต่อาจสามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้
4.การนับวัน
การนับวัน วิธีการนี้เหมาะสำหรับผูหญิงที่มีประจำเดือนมาตรงและสม่ำเสมอทุกเดือน และมีความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับรอบเดือน หากไม่ต้องการตั้งครรภ์สามารถหลีกเลี่ยงการมีเพศสสัมพันธ์หรือใช้ถุงยางอนามัยช่วงที่มีการไข่ตกได้ และมีเพศสัมพันธ์ในช่วงที่ปลอดภัย แต่อย่างไรก็ตามวิธีการนี้มีอัตราการล้มเหลวสูงถึง 23% เนื่องจากอาจมีการนับวันคลาดเคลื่อนได้
นอกจากนี้ยังมีวิธีการคุมกำเนิดอื่นๆ เช่น การหลั่งภายนอกในเพศชาย ใช้สารฆ่าอสุจิ หรือการสวนล้างช่องคลอด ซึ่งมีอัตราการล้มเหลวสูงและไม่แนะนำโดยสูตินรีแพทย์ การหลั่งภายนอกจะมีประสิทธิภาพการคุมกำเนิดต่ำเพียง 78% เท่านั้น หมายความว่า ผู้หญิง 22 คนจาก 100 คนที่เลือกใช้การหลั่งภายนอกมีโอกาสตั้งครรภ์ การใช้สารฆ่าอสุจิและการสวนล้างช่องคลอดจะทำให้ช่องคลอดระคายเคืองและง่ายต่อการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ โดยสรุปการเลือกประเภทของการคุมกำเนิดขึ้นอยู่กับการวางแผนในการมีบุตร ระยะเวลาในการคุมกำเนิด อาการข้างเคียง ประสิทธิภาพ การมีจำหน่ายในท้องตลาด ความปลอดภัยและข้อจำกัดในแต่ละบุคคลเพื่อให้ได้ประโยชน์ในการคุมกำเนิดสูงสุด